ทฤษฎีพัฒนาการเชาวน์ปัญญาของเพียเจท์
( Piaget
s Theory Of Intellectual Development )

เพียเจท์
( Piaget ) เชื่อว่า
คนเราทุกคนตั้งแต่เกิดมามีความพร้อมที่จะมีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
และโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นผู้พร้อมที่จะมีกริยากรรม หรือเริ่มกระทำก่อน (Active
) นอกจากนี้ เพียเจท์ ถือว่ามนุษย์เรามีแนวโน้มพื้นฐานที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด
ดังนี้
1.การจัดรวบรวม
( Organization ) หมายถึง การจัดและรวบรวมกระบวนการต่างๆ
ภายในเข้าเป็นระบบอย่างต่อเนื่องกัน
เป็นระเบียบและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่มีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
2.การปรับตัว
( Adaptation ) หมายถึง การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม
เพื่ออยู่ในสภาพสมดุล การปรับตัวประกอบด้วยกระบวนการ 2 อย่าง
คือ
1. การซึมซาบหรือดูดซึมประสบการณ์ ( Assimilation
) จะเป็นกระบวนการซึ่งเกิดก่อน คือ เมื่อเด็กมี Interaction กับสิ่งใดก็จะมีการดูดซึมภาพหรือเหตุการณ์ต่างๆ
เข้าไปตามประสบการณ์ของแต่ละคน และเด็กจะแสดงพฤติกรรมต่อสิ่งใหม่
ดังเช่นที่เคยมีประสบการณ์ เพราะ คิดว่า
สิ่งใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เดิม เช่น เด็กเล็กอายุประมาณ 1 ขวบเมื่อได้ของสิ่งใดมา จะเอาเข้าปากกัด หรือเขย่าเล่น
แม้แต่เราเอาแท่งแม่เหล็กให้เด็ก ก็จะแสดงพฤติกรรมต่อแท่งแม่เหล็กนั้น
เหมือนดังที่แสดงต่อสิ่งอื่น คือ กัดหรือเขย่า นั่นคือ
แสดงพฤติกรรมตามประสบการณ์เดิม ฉะนั้น ลักษณะที่เด็กมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าใดๆ
ตามประสบการณ์เดิม เรียกว่า การดูดซึม
2.การปรับเปลี่ยน ( Accommodation ) เป็นความสามารถในการปรับตัว ความเข้าใจกับสิ่งแวดล้อมใหม่
หรือเป็นการเปลี่ยนความคิดเดิมให้สอดคล้องกับสิ่งใหม่ เช่น
เด็กที่เราเอาแม่เหล็กให้ครั้งแรกเด็กจะมีปฏิกิริยากับแม่เหล็ก
เหมือนกับที่เคยแสดงต่อของเล่นที่คุ้นเคยต่างๆ คือ กัดหรือเขย่า หรืออาจเคาะเล่น
หรือโยนเล่นให้เกิดเสียง และโดยบังเอิญเด็กพบคุณสมบัติเฉพาะตัวของแม่เหล็ก คือ
สามารถดูดเหล็กได้ ฉะนั้น เด็กจะมีการปรับความเข้าใจเดิมที่มีต่อเหล็กแท่งนั้นว่า
ไม่ใช่ไว้ดูดหรือกัดหรือโยนเล่น แต่เด็กจะลองใช้เหล็กแท่งนั้นไปดูดสิ่งต่างๆ ทั่วๆไป
เพื่อดูว่าเหล็กแท่งนั้นจะดูดอะไรได้บ้าง พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เนื่องจากเด็ก
มีการปรับตัวความเข้าใจเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งใหม่ นั้นคือ การปรับเปลี่ยน
เพียเจท์
ถือว่าเด็กทุกคนที่ตั้งแต่เกิดมาพร้อมที่จะปฏิสัมพัธ์กับสิ่งแวดล้อม
และปฏิสัมพันธ์นี้ ทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญา เพีเจท์
แบ่งองค์ประกอบทางสติปัญญาว่ามี 4 องค์ประกอบ
คือ
1.วุฒิภาวะ ( Maturation ) เพียเจท์ กล่าวว่า คือ การเจริญเติบโตด้านสรีรวิทยา
โดยเฉพาะเส้นประสาทและต่อมไร้ท่อ มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสติปัญญา
หรือจะต้องมีประสบการณ์หรือสิ่งแวดล้อม ให้เหมาะสมกับความพร้อมหรือวัยของเด็ก
2.ประสบการณ์ ( Experience ) ทุกครั้งที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ก็จะเกิดประสบการณ์ แบ่งออกเป็น
2 ชนิด คือ
2.1 ประสบการณ์ที่เนื่องมาจากปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ
2.2 ประสบการณ์เกี่ยวกับการคิดหาเหตุผลและทางคณิตศาสตร์
3. การถ่ายทอดวามรู้ทางสังคม ( Social
Transmission ) คือ การที่พ่อแม่
ครูและคนที่อยู่รอบตัวเด็กจะถ่ายทอดความรู้ให้เด็ก
4. กระบวนการพัฒนาสมดุล ( Equilibration
) หรือการควบคุมพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งอยู่ในตัวของแต่ละบุคคล
เพื่อจะปรับความสมดุลของพัฒนาการทางสติปัญญาขั้นต่อไปขั้นหนึ่งที่สูงกว่า
โดยใช้กระบวนการซึมซาบประสบการณ์ และปรับโครงสร้างทางสติปัญญา
ทฤษฎีการเรียนรู้ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์
มีสาระสรุปได้ดังนี้
1. พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับขั้น ดังนี้
1.1 ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว
( Sensori Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง
2ปี
1.2 ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ( Preoperational
Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็นขั้นย่อยอีก
2 ขั้น คือ
1.2.1 ขั้นก่อนเกิดสังกัป ( Preconceptual Thought ) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4ปี
1.2.2 ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้น พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี
1.2.1 ขั้นก่อนเกิดสังกัป ( Preconceptual Thought ) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4ปี
1.2.2 ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นขั้น พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี
1.3
ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม(Concrete Operation
Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11ปี
1.4 ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม(Formal
Operational Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 11-15ปี
สิ่งที่เป็นนามธรรมพัฒนาการทางการรู้คิดของเด็กในช่วงอายุ6
ปีแรกของชีวิต ซึ่งเพียเจต์ ได้ศึกษาไว้เป็นประสบการณ์
สำคัญที่เด็กควรได้รับการส่งเสริม มี 6 ขั้น ได้แก่
1.4.1 ขั้นความรู้แตกต่าง (Absolute Differences) เด็กเริ่มรับรู้ในความแตกต่างของสิ่งของที่มองเห็น
1.4.2 ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่
1.4.3 ขั้นรู้หลายระดับ ( Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสองปลาย เช่น ปานกลาง น้อย
1.4.4 ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ( Variation ) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้
1.4.2 ขั้นรู้สิ่งตรงกันข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่างๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น มี-ไม่มี หรือ เล็ก-ใหญ่
1.4.3 ขั้นรู้หลายระดับ ( Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่างปลายสุดสองปลาย เช่น ปานกลาง น้อย
1.4.4 ขั้นความเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง ( Variation ) เด็กสามารถเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เช่น บอกถึงความเจริญเติบโตของต้นไม้
1.4.5 ขั้นรู้ผลของการกระทำ ( Function) ในขั้นนี้เด็กจะเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลง
1.4.6 ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation ) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลง ย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน
1.4.6 ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation ) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่งเปลี่ยนแปลง ย่อมมีผลต่ออีกสิ่งหนึ่งอย่างทัดเทียมกัน
2.
ภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่
3.
กระบวนการทางสติปัญญามีลักษณะดังนี้
3.1 การซึมซับหรือการดูดซึม
( assimilation )
3.2 การปรับและจัดระบบ ( accommodation
)
3.3 การเกิดความสมดุล (equilibration
)
การนำไปใช้ในการจัดการศึกษา/
การสอน
เมื่อทำงานกับนักเรียน
ผู้สอนควรคำนึงถึงพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนดังต่อไปนี้
1.
นักเรียนที่มีอายุเท่ากันอาจมีขั้นพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกันนักเรียนแต่ละคนจะได้รับประสบการณ์2
แบบคือ
1.1 ประสบการณ์ทางกายภาพ (physical
experiences )
1.2 ประสบการณ์ทางตรรกศาสตร์ ( Logicomathematical
experiences )
2.
หลักสูตรที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์
ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้คือ
-- เน้นพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียน
--เสนอการเรียนการเสนอที่ให้ผู้เรียนพบกับความแปลกใหม่
-- เน้นการเรียนรู้ต้องอาศัยกิจกรรมการค้นพบ
-- เน้นกิจกรรมการสำรวจและการเพิ่มขยายความคิดในระหว่างการเรียนการสอน
--ใช้กิจกรรมขัดแย้ง (cognitive conflict activities)
3.
การสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนควรดำเนินการดังต่อไปนี้
-- ถามคำถามมากกว่าการให้คำตอบ
-- ครูผู้สอนควรจะพูดให้น้อยลง และฟังให้มากขึ้น
-- ควรให้เสรีภาพแก่นักเรียนที่จะเลือกเรียนกิจกรรมต่าง ๆ
--เมื่อนักเรียนให้เหตุผลผิด ควรถามคำถามหรือจัดประสบการณ์ให้นักเรียนใหม่
เพื่อนักเรียนจะได้แก้ไขข้อผิดพลาดด้วยตนเอง
--ชี้ระดับพัฒนาการทางสติปัญญาของนักเรียนจากงานพัฒนาการทางสติปัญญาขั้นนามธรรมหรือจากงานการอนุรักษ์
เพื่อดูว่านักเรียนคิดอย่างไร
--ยอมรับความจริงที่ว่า
นักเรียนแต่ละคนมีอัตราพัฒนาการทางสติปัญญาที่แตกต่างกัน
--ผู้สอนต้องเข้าใจว่านักเรียนมีความสามารถเพิ่มขึ้นในระดับความคิดขั้นต่อไป
--ตระหนักว่าการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเพราะจดจำมากกว่าที่จะเข้าใจ
เป็นการเรียนรู้ที่ไม่แท้จริง ( pseudo learning )
4.
ในขั้นประเมินผล ควรดำเนินการสอนต่อไปนี้
--มีการทดสอบแบบการให้เหตุผลของนักเรียน
--พยายามให้นักเรียนแสดงเหตุผลในการตอนคำถามนั้น ๆ
--ต้องช่วยเหลือนักเรียนทีมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกว่าเพื่อนร่วมชั้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น